มาเริ่มสร้างชีวิตดีดีตั้งแต่วันนี้

วิธีการ How to

ชีวิตดีใคร ๆ ก็อยากมี ความสุขใคร ๆ ก็อยากได้ในชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถสร้างชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ไปพร้อม ๆ กัน แต่คุณอาจต้องถามตัวเองเสียก่อนว่าคำว่า “การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด” ในนิยามของตัวคุณมันเป็นอย่างไร เพราะการมีชีวิตที่ดีที่สุดจะสะท้อนให้คุณเห็นชีวิตในหลายแง่มุม แต่ในขณะที่การเลือกมีชีวิตที่ดีที่สุดของคุณมาจากทุกสิ่งทั้งหมดที่เกี่ยวกับตัวคุณ ยังคงมีสิ่งอื่นที่จะรบกวนการใช้ชีวิตของคุณให้สะดุดลง เช่น โซเชียลมีเดียสิ่งนี้เป็นตัวทำลายความสุขในชีวิตของคุณ มันจะทำให้คุณต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมาก กรีดความรู้สึกในบางเวลา เพราะบางครั้งโซเชียลจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้เป็นในแบบที่สังคมคาดหวัง เช่น การแต่งตัวที่เราชอบแต่สังคมต่อต้าน การเป็นตัวเองที่สังคมจะตำหนิเสมอ จนทำให้คุณขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต และบ่อยครั้งคุณจะใช้เวลาเกินกว่าครึ่งหมดไปกับความกังวลว่าคนอื่นกำลังทำอะไร พยายามใช้ชีวิตตามที่สังคมคาดหวังจากคุณ จนคุณลืมไปว่าคุณจำเป็นต้องมีชีวิตที่มีความสุข และคุณลืมไปว่าชีวิตที่คุณต้องการและดีที่สุดสำหรับคุณเป็นอย่างไร เรามาเริ่มสร้างความสุขให้กับชีวิตของเราเองด้วยวิธีต่อไปนี้ ตอบคำถามกับตัวเองจากคำถามเหล่านี้ ประสบการณ์ความรักที่คุณมี คุณอาจมีความรักในขณะนี้กับครอบครัว ภรรยา หรือสามี ลูก และคุณรู้สึกว่าคุณสามารถแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ให้กับพวกเขาเหล่านี้ และคุณสามารถประคับประคองพวกเขาในเวลาที่พวกเขาต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤต แบ่งปันการเป็นตัวตนของคุณให้กับคนอื่นแล้วหรือยัง การแบ่งปันส่วนที่เป็นตัวตนหรือทักษะพิเศษที่มีในตัวคุณให้กับผู้อื่น เพื่อให้คนเหล่านั้นได้ใช้ทักษะที่ไม่เหมือนใครของคุณในการปรับการใช้ชีวิตของพวกเขาให้มีความสุขหรือประสบความสำเร็จ ขอบคุณชีวิตของคุณแล้วหรือยัง การถูกรบกวนจากสังคม การถูกเอาเปรียบจนบางครั้งคุณรู้สึกว่าคุณอยู่ต่อไปไม่ไหว แต่ในขณะที่ชีวิตของคุณยังคงยืนหยัดอยู่เพื่อต่อรองกับสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ จนทำให้คุณได้รู้สึกว่าชีวิตคือของขวัญที่เยี่ยมยอดที่สุดที่คุณมี จงขอบคุณชีวิตนี้ และมองหาสูตรสำเร็จในการทำชีวิตให้มีความสุขต่อไป การเข้าสู่การสร้างชีวิตที่ดีต่อจากนี้ 1. เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด การที่คุณจะมีชีวิตที่มีความสุขได้ คุณต้องมีชีวิตที่มาจากความรู้สึกของคุณเอง อย่าพยายามเป็นเหมือนคนอื่นและอย่าเป็นคนที่คนอื่นอยากให้คุณเป็น […]

เปลี่ยนงานตอนอายุ 50 อย่างไรให้เวิร์ค

วิธีการ How to

ใครจะคิดว่าคนที่อายุ 50 จะยังมีไฟในการทำงานอยู่ จริงอยู่ว่าอายุทำให้วัยชราลง แค่คุณรู้ไหมว่าไฟแห่งเรี่ยวแรงที่แผ่วลง แต่พลังของประสบการณ์มีพร้อมและแน่นมาก แต่ก็ยังคงติดปัญหาเล็กน้อยกับการหาตำแหน่งงานใหม่ที่จะเหมาะกับคนที่อายุ 50 ปี เพราะหลาย ๆ องค์กรอาจจะมองว่าความคล่องแคล่วของพวกเขาจะหายไป พวกเขาไม่สามารถทำงานด่วนให้เสร็จทันตามเวลา จึงไม่ง่ายนักที่คนช่วงวัยนี้จะมีโอกาสได้งานใหม่ เรามีวิธีมองหางานใหม่ที่เหมาะสมกับคนที่อายุ 50 ปี เพราะลักษณะงานจะต้องมีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เอาจริง ๆ หากเป็นชนชาติยุโรปหรืออเมริกัน คนวัยนี้จะเป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่การ retirement แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหยุดทำงาน เพียงแต่งานที่คุณเลือกทำจำเป็นต้องให้บาลานส์ เพราะคุณจำเป็นที่ต้องยุติการทำงานที่ดูดชีวิตและจิตวิญญาณของคุณไม่ให้ได้ทำตามความปรารถนาหรือเป้าหมายของคุณไปชั่วชีวิต มันอาจจะกลายเป็นการแลกเวลาที่มีคุณภาพที่สุดกับครอบครัวและเพื่อนฝูงที่คุณรัก ประเภทการเปลี่ยนแปลงอาชีพในวัย 50 มี 1. การเปลี่ยนอาชีพตามหน้าที่ การเปลี่ยนอาชีพตามหน้าที่มันเป็นการเปลี่ยนอาชีพในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งแต่ยังคงรายละเอียดกับอุตสาหกรรมตัวเดิม เช่น คุณอาจเคยอยู่ในตำแหน่งนักบัญชีในบริษัทยาและได้ย้ายเปลี่ยนมาเป็นผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทยา อาจจะในองค์กรเดิมหรือองค์กรใหม่ แต่มันก็ยังคงเป็นอุตสากรรมเดียวกัน  การเปลี่ยนในลักษณะนี้มันไม่ยากสำหรับคุณ เพราะคุณจะใช้ประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างยาวนานเปลี่ยนตำแหน่งที่สูงขึ้น และยังสามารถใช้ประสบการณ์เดิมได้อยู่ และในการเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ตามอาชีพเดิม คุณอาจต้องเริ่มต้นการฝึกอบรมอีกครั้งเพื่อฝึกการทำงานในตำแหน่งใหม่ คุณสามารถมองหางานลักษณะนี้ได้ในพื้นที่ใกล้เคียงของคุณ หรือการเข้าหาหัวหน้าเพื่อเข้าทดสอบสู่การยกระดับตำแหน่งที่สูงขึ้น 2. การเปลี่ยนอาชีพที่เอ็กซ์ตรีมที่สุด การเปลี่ยนอาชีพที่เอ็กซ์ตรีมและท้าทายที่สุด เป็นการเปลี่ยน 2 สเต็ปในเวลาเดียวนั่นก็คือเปลี่ยนทั้งหน้าที่เปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรม และว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสองอย่างในเวลาเดียวกัน มันต้องเริ่มต้นจากจุดต่ำสุด หรือให้ความรู้กับสิ่งใหม่นี้เป็นศูนย์ เพราะคุณอาจจะไม่มีประสบการณ์เลย […]

ดื่มกาแฟอย่างไรให้ได้ผลดีต่อร่างกาย

วิธีการ How to

บรรดา Coffee lover ทั้งหลายต้องนั่งยิ้ม เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่าคนที่ดื่มกาแฟมักจะประสบความสำเร็จในงานมากกว่าคนที่ไม่ดื่ม และการดื่มกาแฟเมื่อผ่านเข้าร่างกายเหมือนมีใครมาชกหน้าคุณแทบจะตื่นในทันทีพร้อมกับความกระปรี้กระเปร่า และยังมีมุมที่ให้ประโยชน์แบบที่เรากำลังอธิบายให้ฟังต่อไปนี้ 1. มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ความร้อนแรงของคาเฟอีนเมื่อมันเคลื่อนเข้าสู่กระแสเลือด คาเฟอีนจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างอย่างดีที่จะเข้าไปกระตุ้นอดีนาลีนในร่างกายให้ตื่นตัวขึ้น และยังเพิ่มปริมาณอดีนาลีนในเลือดอีกด้วย สำหรับบางคนนิยมดื่มกาแฟดำหนึ่งแก้วก่อนไปยิมหรือออกกำลังกายประมาณหนึ่งชั่วโมงมันจะทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น 2. ความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อยลง มีการศึกษาบางรายพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นปรกติทุกวัน ละลดโอกาสการเป็นเบาหวานประเภท 2 มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 น้อยลง และเชื่อหรือไม่ว่ากาแฟเป็นตัวต่อต้านโรคอีกหลายโรค อย่างเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การดื่มให้ดื่มตามปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้ว เพราะมันจะกลายเป็นโทษในทันที 3. กาแฟสร้างความฉลาด เพราะความตื่นตัวหลังดื่มกาแฟ หลังจากได้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากคาเฟอีน  สมองของผู้ดื่มกาแฟมืออาชีพ พวกเขาจะมีพลังเหลือเฟือในการทำงานในระดับที่สูงขึ้นอย่างน่าแปลกใจ และกาแฟยังช่วยเพิ่มการรับรู้ที่รวดเร็วขึ้น มีการเวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์และความจำได้ดีขึ้นกว่าคนไม่ดื่มกาแฟ 4. มีสมองที่ชาญฉลาด แทบไม่น่าเชื่อว่าคาเฟอีนมีประโยชน์มหาศาลถ้าเรากินในปริมาณที่ถูกต้อง และพอดี กาแฟมีความสามารถในการช่วยการทำงานของสมองให้ทำงานดีขึ้น ลดการเกิดอัลไซเมอร์ และยังช่วยลดอาการพากินสันได้อีกด้วย 5. มีอายุที่ยาวนานขึ้น มีการศึกษาพบกว่าการดื่มกาแฟช่วยให้มีอายุที่ยืนขึ้น เพราะผลกระทบที่จะมีต่อหัวใจมีเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมาก และทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลน้อยลง ช่วยให้การทำงานของเลือดเป็นปรกติและยังควบคุมความดันโลหิตได้อีกด้วย 6. ไม่อ้วน กาแฟดำเป็นที่นิยมสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก จะเห็นได้ว่าสูตรการลดน้ำหนักมักจะต้องมีกาแฟดำ 1 […]

การเริ่มต้นมีสวนผักในบ้าน

วิธีการ How to

การปลูกต้นไม้หรือพืชสวนครัวเองมันอีกหนึ่งสิ่งในการจัดการเวลาว่างของคุณให้เป็นประโยชน์ มันเป็นการฝึกความสร้างสรรค์เล็ก ๆ ที่จะช่วยปรับเคมีในร่างกายให้เกิดการกระตุ้นการเริ่มต้นความสำเร็จด้านอื่น ๆ เพราะผักหรือต้นไม้ และดอกไม้ จะทำให้คุณมีชีวิตชีวาขึ้น หากคุณกำลังคิดที่จะเริ่มทำสวนลองมาดูขั้นตอนที่เรานำมาแบ่งปันให้คุณในบทความนี้ เพื่อคุณจะได้รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน และมีอะไรที่จะเป็นผู้ช่วยให้คุณได้บ้าง แต่ก่อนอื่นคุณจะต้องเริ่มเตรียมแปลงและเครื่องมือสำหรับทำสวน และเลือกเมล็ดพันธุ์ที่คุณต้องการสร้างสวนของคุณ มาเริ่มทำตามขั้นตอนเหล่านี้กันเลย 1. เลือกประเภทของสวน ขั้นตอนที่ 1 : เลือกประเภทของสวน สวนมีหลายประเภทให้คุณเลือก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่มีของคุณว่ามีเหมาะกับการปลูกหรือทำสวนประเภทไหน คุณอาจจะลองออกแบบคร่าว ๆ เกี่ยวกับสวนในความคิดของคุณ สวนผัก เป็นสวนที่มีประโยชน์มากที่สุด เพราะส่วนใหญ่ผักไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่กว้างมากเท่าไหร่นัก คุณสามารถปลูกลงในภาชนะได้หากบ้านของคุณมีพื้นที่ไม่เพียงพอ สวนดอกไม้ ก็ไม่เลวกับการมีสวนดอกไม้ในบ้านเพื่อให้บ้านของคุณดูร่มรื่นและมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติเพื่อฟอกอากาศในบริเวณบ้านของคุณ คุณสามารถแจมต้นไม้ยืนต้นเพื่อตกแต่งสวนหากคุณมีพื้นที่มากพอ สวนผีเสื้อ ในที่นี้เราหมายถึงการที่คุณอยากให้บ้านของคุณดูเป็นวัฎจักรตามธรรมชาติ ถ้าคุณชอบการเห็นสัตว์บางชนิดอย่างผีเสื้อเข้ามาเติมความสดชื่นให้กับคุณ คุณสามารถเลือกปลูกดอกไม้ป่าหรือดอกไม้ที่มีเกสรดอกไม้ที่ให้น้ำหวาน หรือผักสวนครัวอย่าง ผักชีฝรั่ง ยี่หร่า และมิลค์วีด ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจสอบพื้นที่ การตรวจสอบพื้นที่ไม่ได้หมายความเฉพาะแต่พื้นที่น้อยหรือกว้างมากเท่านั้น คุณยังต้องดูไปถึงดินในพื้นที่ของคุณว่าเป็นประเภทไหนและคุณสามารถปลูกอะไรได้บ้าง หรือในบางคนที่ต้องอยู่พื้นที่แคบบนตึกแต่อยากมีมุมต้นไม้ไว้ให้ความสดชื่นคุณสามารถปลูกมันได้ในภาชนะ คุณสามารถตรวจสอบสภาพดินในสวนของคุณหากคุณพบว่าในพื้นของคุณดินดีคือมีพื้นที่ที่เป็นดินจริงและมีหินและทรายในปริมาณน้อย มันจะเป็นทางเลือกที่เหมาะในการทำสวนในฝันของคุณ แต่ถ้าหากพื้นที่ของคุณมีหินและทรายมากกว่าดินปรกติและพื้นที่จำกัด แนะนำให้คุณใช้การปลูกด้วยการใช้ภาชะสำหรับปลูกต้นไม้ การใช้ภาชนะเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะคุณสามารถจัดสวนได้บ่อย ๆ แต่ภาชนะนั้นจะต้องมีการระบายน้ำที่ดี ขั้นตอนที่ […]

การควบคุมเวลาทำงานให้ถูกต้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

วิธีการ How to

เมื่อเราต้องโตมาอยู่กับความคิดที่ว่า การมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานมันเป็นความทุ่มเท แสดงออกถึง ความมุ่งมั่น และความพยายามอย่างที่สุด แต่เมื่อการทำงานอยากที่สุดและเริ่มมีอาการบางอย่างมารบกวนสุขภาพ ความสุขส่วนตัว เมื่อนั้นทุกอย่างจะกลายเป็นการแบกรับที่เราอาจจะทนไม่ไหว จริงอยู่ว่าการทำงานหนักมากคนภายนอกอาจจะรู้สึกชื่นชมว่าคุณขยัน และคุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่มีชื่อเสียงพวกเขาทุ่มเทเวลาการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ มันมีทางออกที่ดีกว่า คุณไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเวลาที่มี 24 ชั่วโมงแต่ให้การพักผ่อนเพียง 4 ชั่วโมงอีกต่อไป เมื่อคุณได้อ่านบทความด้านล่างและปรับให้เข้ากับกิจวัตรของคุณ มีบางงานวิจัยที่บอกมาว่า คนที่ทำงานเป็นเวลานานจะมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นคุณภาพการนอนหลับลดลงมีอาการวิตกกังวลแบบที่ควบคุมไม่ได้  คุณจะเห็นว่าชั่วโมงทำงานที่ยาวนานไม่ได้สร้างผลงานที่ดี มันกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม   ทำไมคนถึงต้องทำงานเป็นเวลานาน อันดับแรกคือ เงิน เงินจะทำให้พวกเขาทั้งหลายหลุดพ้นจากภาระที่พวกเขาจำเป็นต้องมีในการดำรงชีวิต ดังนั้นการทำงานเป็นสองเท่าจึงเป็นเรื่องที่สวยงามสำหรับคนที่ต้องทำงานแลกกับเงิน  อันดับที่สอง คือ ความกดดันในการแข่งขันกันในที่ทำงาน ใครกลับบ้านก่อนแพ้ ดังนั้นการยื้อเวลาให้ผ่านเลยไปให้นานที่สุดเพื่อให้ดูเป็นผู้ชนะในเรื่องของความทุ่มเท อันดับที่สาม คือ จำนวนทรัพยากร งานบางบริษัทมักจะมีการจำกัดจำนวนบุคลากรการทำงาน ทำให้บางครั้งงานมีมากกว่าคนที่จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบ  และเมื่อไหร่ที่คุณมีครบทั้งสามอันดับนี้นั่นแปลว่า ชีวิตของคุณกำลังจะต้องจมอยู่กับภาวะความกดดัน ความเครียด และความเหนื่อยล้าของร่างกายจนมีสัญญาณเตือนคุณออกมาจากร่างกายของคุณ อาการเตือนว่าคุณเริ่มที่จะไม่ไหวแล้ว 1. สุขภาพร่างกายของคุณ ร่างกายของคุณจะไม่สามารถเดินเร็วกว่าการเดินปรกติไม่ได้ เพราะการรับประทานอาหารที่น้อยเกินไป และการพักผ่อนนอนหลับที่มีจำนวนชั่วโมงต่ำกว่า 6 ชั่วโมง เพราะการที่คุณทำงานมากจนทำให้เวลาในการเติมอาหารไม่ปรกติอีกทั้งร่างกายอ่อนแอจากการนอนไม่เพียงพอ และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานจะก่อให้เกิดปัญหาหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน 2. […]

ฮาวทูโพสท่าสวย ดูดีในภาพถ่าย

วิธีการ How to

การถ่ายรูปให้ดูดีสมัยนี้เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้นด้วยการมีตัวช่วยอย่าง Filter ทำให้คุณดูสวยขึ้นแม้ในวันที่หน้ามันเยิ้มก็ตาม สาว ๆ หลายคนก็ย่อมอยากดูดีในภาพถ่ายกันทั้งนั้น เพราะภาพถ่ายช่วยให้คุณดูน่าสนใจขึ้นในโซเชียลมีเดีย คุณสามารถสร้างมุมและเงาแสงเป็นตัวช่วยแต่ทุกอย่างก็ต้องมีวธีจัดการให้ภาพสวย,,,,,, วิธีดูดีให้ภาพสวย 1. สังเกตจุดบกพร่องของตัวเองกับรูปถ่ายเก่า ๆ การดูรูปของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเป็นสิ่งที่ดี คุณลองเปรียบเทียบกับรูปหลายรูปเพื่อดูว่ารูปไหนที่คุณดูดีแล้วให้มองไปในองค์ประกอบ เช่น คุณใส่เสื้อผ้าแบบไหนทำให้คุณถ่ายรูปออกมาได้สวย หรือมุมไหนที่จะทำให้รูปร่างของคุณดูดีอำพรางส่วนที่ไม่ต้องการให้เห็น และให้ดูข้อบกพร่องของรูปที่คุณคิดว่าการโพสหรือแสงแบบไหนที่ทำให้คุณดูแย่ในรูปถ่าย เพื่อปรับใช้ในการถ่ายรูปครั้งต่อไป 2. ฝึกโพสท่าบ่อย ๆ การโพสท่าไม่ได้มีไว้เฉพาะนางแบบเท่านั้น คุณสามารถฝึกทำมันได้หน้ากระจกหรือหน้ากล้อง ให้คุณทำทุกวันเปลี่ยนและปรับมุมหรือแสงและให้ดูว่ามุมไหนที่เหมาะกับคุณ และการยิ้มแบบไหนที่จะทำให้ใบหน้าของคุณออกมาดูดีที่สุด เมื่อคุณคุ้นเคยคุณก็สามารถลุยถ่ายรูปเก็บเป็นคอลเลคชั่นหรือโพสบนโซเชียลได้แบบสบายใจว่ารูปของคุณสวยและดูดี 3. ฝึกการเป็นคอสตูม เลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับตัวคุณ บางครั้งคุณอาจจะไม่เหมาะกับเสื้อผ้าที่พอดีตัวหรือใหญ่เกินไป คุณสามารถทดลองมันได้ด้วยการใส่เสื้อผ้าที่คุณชอบและลองถ่ายรูปออกมา และเปรียบเทียบแต่ละรูปกับเสื้อผ้าหลายรูปแบบจนคุณสามารถมองเห็นว่าชุดไหนเหมาะกับคุณที่สุดในภาพถ่าย เสื้อสายเล็กที่คุณมองว่ามันดูเซ็กซี่แต่มันก็อาจทำคุณพังได้ในรูปถ่ายเช่นกัน  4. Perfect Match Makeup เรื่องนี้จำเป็น Makeup ที่ผู้หญิงหลายคนใส่รายละเอียดแต่ละจุดที่มากจนเกินไปเพราะคิดว่าแสงจะลดความสตรองของเมคอัพลง แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น หากคุณลงเมคอัพที่หนักจนเกินไป รูปถ่ายในที่โล่งจะทำให้หน้าของคุณมองเห็นแต่ขอบตาหรือจุดที่มีขอบเท่านั้นเพราะพื้นผิวจะถูกกลืนไปกับแดด และการถ่ายในที่มืดจะทำให้หน้าของคุณดูมืดไม่มีความโดดเด่น ให้คุณลงเมคอัพแบบธรรมชาติสำหรับการถ่ายลงโซเชียลอย่าง IG FB หรือลงพื้นและใช้โทนแรงสำหรับงานกลางคืนที่สามารถใช้แสงไฟวอล์มช่วยให้หน้าซอร์ฟลงได้ 5. ดูแลให้ผมมีสุขภาพดี ทรงผมและความพริ้วของผมหรือแม้กระทั่งการจัดทรงล้วนส่งผลให้ลุคของคุณดูดีในรูปถ่ายได้จริง เมื่อไหร่ที่คอนเซปรูปของคุณคือความพริ้วไหวริมทะเล ผม จึงสำคัญเพราะการพริ้วของผมสุขภาพดีกับผมที่แห้งฟูจะให้เทกเจอร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง […]

หลีกเลี่ยงโซเชียลมีเดียที่จะทำให้คุณตกงาน

วิธีการ How to

ในขณะที่โลกยังคงหมุนไปในทิศทางเดิม แต่ความเคลื่อนไหวทางด้านเทคโนโลยีดูเหมือนจะล้ำกว่าการหมุนของโลกในเวลานี้ ปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เริ่มเกิดขึ้นมาในวงกว้างนั่นก็คือยุคดิจิทัล การทำงานหรือการสร้างความบันเทิงผ่านออนไลน์ จนทำให้ดูเหมือนว่าโซเชียลมีเดียเป็นเครือข่ายส่วนตัวและเครื่องมือสร้างตัวตนที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ มีแพลตฟอร์มในการสร้างความบันเทิงและการสร้างความสัมพันธ์ต่อกันใสรูปแบบของโซเชียลมีเดีย มีการกำเนิดแพลตฟอร์มอย่าง Facebook Twitter Instagram ที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์และการสื่อสารด้วยการเปิดเผยการใช้ชีวิต การแสดงความรู้สึก หรือแม้กระทั่งการขายสินค้าที่ไม่ต้องไปเดินหาให้เสียเวลา เป็นวิวัฒนาการทางเคโนโลยีการสื่อสารที่ล้ำสมัยมาก แต่ในอีกแง่หนึ่ง โซเชียลมีเดียเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดผลเสียโดยเฉพาะคนที่กำลังจะเปลี่ยนอาชีพตัวเองในอนาคต เพราะสื่อเหล่านี้บางคนใช้ในทางที่ผิดจนอาจทำให้เสียงานได้ เรามีข้อมูลสิ่งที่จะทำให้คุณต้องสูญเสียโอกาสดี ๆ สำหรับหน้าที่การงานหากคุณยังคงทำสิ่งต่างที่เราจะแบ่งปันให้คุณได้เห็นต่อไปนี้ 1. โพสสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงบนโซเชียล เรื่องราวบางอย่างที่คุณโพสมันอาจจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาก ซึ่งอาจะเป็นไปได้ว่าคุณไม่ได้สนใจมันแล้วในปัจจุบัน เช่น การโพสต์สิ่งที่ดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่น การด่าทอ หรือโพสเรื่องราวที่สุ่มเสี่ยง วาบหวิว จริงอยู่มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณ แต่การที่แต่ละบริษัทจะรับพนักงานเข้าทำงาน Logic ของบุคคลนั้น ๆ เป็นเรื่องสำคัญ  และหลายคนอาจจะชอบการ Tweets ในเรื่องแรง ๆ มันเป็นการบ่งบอกถึงตัวตนที่มีความก้าวร้าว คิดแตกต่างมากจนเกินไปอาจจะทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์กรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งการโพสภาพวาบหวิวส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการบ่งบอกตัวตนได้ชัดเจนที่สุด และตอนนี้หลายองค์กรเริ่มหาข้อมูลส่วนตัวแคนดิเดทที่จะเข้ามาร่วมงานกับพวกเขาผ่านทางโซเชียลมีเดียเหล่านี้  ดังนั้นเพื่อเป็นการได้รับโอกาสในการได้งานมากกว่าโอกาสที่จะเสียงานที่คุณต้องการ คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อโพสในอดีตของคุณต้อไม่ปรากฏบนวอลล์ Facebook หรือ Twitter อีกต่อไป 2. โพสเรื่องตลกเสียดสี คุณอาจจะไม่ได้เป็นคนโพสมันเอง […]

หยุดความกลัวกับการหางานเพื่อให้ได้งานใหม่ที่คุณต้องการ

วิธีการ How to

การเปลี่ยนงานดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา เพราะเราไม่รู้ว่าการเข้าไปในที่แห่งใหม่จะต้องเจออะไรบ้าง และบางคนกลัวตั้งแต่การเริ่มต้นที่จะหาที่ทำงานใหม่ ความกังวลว่าจะไม่ได้งานและไม่ได้งานที่ตัวเองชอบ ให้คุณหยุดความกังวลนี้ไว้ก่อน แล้วมาลองอ่านความกลัวที่คุณต้องเผชิญกับการหางานใหม่ แต่มันจะมีวิธีกำจัดความกลัวให้คุณได้นำไปปรับใช้เพื่อลดแรงตึงเครียดลงและได้ผลลัพธ์ที่คุณพอใจ ความกลัวที่ต้องเจอพร้อมกับวิธีลับมือ  1. การไม่เป็นผู้ถูกเลือก แน่นอนว่าเมื่อเวลาที่คุณส่ง CV ไปตามบริษัทต่าง ๆ ความกังวลและการรอคอยจะมาอยู่รวมกันในความรู้สึกของคุณ ความคิดวนเวียนอาการเมือนประวัติของคุณถูกหายไปในหลุมดำ ไม่มีการตอบกลับตามเวลาที่เหมาะสม คุณแทบจะรู้สึกเป็นบ้า  อย่าให้ความเงียบจากพวกเขาเหล่านั้นมาทำให้คุณรู้สึกหมดหนทาง มันจะไม่เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นหากคุณได้ใช้เวลาในการทำความรู้จักบริษัท วัฒนธรรมของบริษัท รวมไปถึงค่านิยมและวิธีการดำเนิงงานที่เข้าคุณได้ ให้คุณเขียนความสามารถที่สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้ลงไปในใบสมัครของคุณให้หมด แต่ต้องจำไว้ว่าใน CV ของคุณแต่ละองค์กรจะมีวิธีการพิจารณาที่ไม่เหมือนกัน หรือคุณอาจจะยังไม่มีคุณสมบัติที่พวกเขาต้องการให้คุณทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการสมัครงานทุกครั้ง เมื่อการส่งข้อมูลเสร็จสิ้น ให้คุณปล่อยวางและเริ่มมองหาการสมัครงานที่อื่นต่อไป ไม่จำเป็นต้องหยุดและรออย่างใจจดใจจ่อ อย่าเสียเวลาคิดมากว่าเกิดอะไรขึ้น มันไม่ได้ทำให้คุณมีงานทำ มันจะมีแต่ความกังวลและความสงสัยที่ไม่จำเป็นสำหรับคุณในเวลานี้เลย 2. ไม่แน่ใจในตำแหน่งของตัวเอง มนุษย์ทุกคนมักจะโฟกัสในสิ่งที่พวกเขาเก่ง คุณมักจะไม่แสวงหาสิ่งที่เราไม่ถนัด และบ่อยครั้งที่ความสามารถหรือประสบการณ์ของคุณไม่มีในรายการรับสมัคร จนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณต้องสมัครเพื่อให้มีงานทำแต่ไม่รู้เลยว่าตำแหน่งไหนเหมาะกับความสามารถของคุณหากมันไม่มีใน Job applicant qulifications คุณอาจเสียเวลาที่จะต้องเริ่มพิจารณาใหม่แม้กระทั่งสมัครงานบางตำแหน่ง เพียงเพราะคุณไม่รู้ว่าจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร หากคุณกำลังเปลี่ยนอาชีพ ประสบการณ์ที่คุณมีอาจจะยังไม่เพียงพอหรือไม่มีตำแหน่งรองรับ แต่ถ้าคุณสามารถพัฒนาได้ คุณก็จะสามารถสร้างความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่มีได้  3. ความกลัวในความสามารถที่ไม่มีมากพอ การเริ่มต้นกับงานใหม่และเป็นตำแหน่งที่เปลี่ยนไป เพื่อการเลื่อขั้นหรือเพื่ออะไรก็ตาม ความกังวลและกลัวกับสิ่งใหม่ ๆ และการที่ต้องถูกคาดหวังจากองค์กร […]

วิธีจัดการกับความเบื่องานของตัวเองอย่างได้ผล

How to

“สวัสดีวันจันทร์” เป็นคำที่เสียดสีได้เจ็บมากสำหรับชีวิตคนทำงานทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะใครที่กำลังเบื่อการทำงานอย่างที่สุด วันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนสั้นบางคนแทบไม่ได้หยุดเลยด้วยซ้ำเพราะวันจันทร์เป็นวันเปิดสนามรบไปอีก 6 วันข้างหน้า ความเบื่อหน่ายไม่ใช่ความขี้เกียจแต่เป็นอารมณ์ที่ไม่อยากเข้าไปในที่ทำงานเลย อยากให้คุณได้ลองอ่านบทความที่เรานำมาแชร์ให้กับใครที่กำลังตกอยู่ในความรู้สึกเบื่องาน และกำลังมองหาวิธีการกำจัดความเบื่อนี้ออกไป เพื่อให้การทำงานของคุณไม่ใช่เพียงแค่เข้าไปนั่งลงที่โต๊ะประจำตำแหน่งของคุณแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้แต่คุณกลับลืมเอาสติมาทำงานด้วย เรามีวิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้มาเริ่มอ่านกันเลย สาเหตุของการเบื่องาน มีเวลาว่างมากเกินไป งานที่คุณกำลังทำอยู่มีเวลาว่างมากเกินไป และคุณเริ่มชินกับการทำงานแค่ครึ่งวันในตอนเช้า และคุณจะว่างหลังจากนั้น จึงเป็นเวลาที่คุณจะเริ่มคิดเรื่องหลาย ๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่การโดนนินทาจากเพื่อนบ้าน ความคิดของคุณจะเริ่มฟุ้งไปไกล จนลุกลามไปถึงเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ได้ทำงานที่สนใจ การเข้ามาทำงานด้วยความจำเป็นมักจะเห็นได้บ่อย ๆ เงินเดือนอาจจะดี อยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และบังเอิญว่ามันเป็นงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ ดังนั้นการอดทนจึงมีมากกว่าความชอบและสุดท้ายก็จะกลายเป็นทำงานไปวัน ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถอะไรมากมายนัก อาการเบื่องานจึงตามมา ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ความบังเอิญที่ได้ทำงานที่ไม่ได้ตั้งใจแต่มันทำให้คุณไม่มีเวลาว่างพอที่จะค้นหาความชอบ จนสุดท้ายคุณจะเริ่มสับสนกับสิ่งที่คุณต้องการจากงานของคุณ มันจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยและแสนน่าเบื่อ จนในที่สุดคุณ และค่อยๆสูญเสียความสนใจในงานที่คุณอยากทำไป ผลที่ตามมาจากการเบื่องาน วิธีจัดการกับความรู้สึกเบื่องาน 1. ต้องรู้ว่าคุณต้องการอะไรจากงานของคุณ ต่อให้เป็นงานที่คุณไม่ได้คาดคิดมาก่อนและไม่ใช่ทางถนัดของคุณ แต่หากคุณสามารถปรับตัวเองเพื่องานที่ได้รับมอบหมายได้ คุณก็จะสามารถมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะไปถึงเป้าหมายความสำเร็จของงานนั้น 2. ใช้เสียงบำบัด เสียงในที่นี้เราหมายถึงเสียงเพลงที่คุณชอบคลอเบา ๆ ในขณะที่คุณทำงานเพื่อให้สมองของคุณได้ผ่อนคลาย คุณน่าจะเคยได้ยินว่าเสียงเพียงจะช่วยบำบัดความรู้สึกได้ดี อาจจะเป็นเพลงแนวป๊อบแจ๊สที่ไม่ใช่ร็อคดุเดือด 3. รวบรวมงานที่น่าเบื่อเข้าด้วยกัน งานที่น่าเบื่อจะกระตุ้นการหาวได้บ่อย […]

ตามล่าหาความสุขในที่ทำงานด้วยตัวเอง

วิธีการ How to

เมื่อความรู้สึกตื่นเต้นในที่ทำงานกำลังจะหมดไป และคุณจำได้บ้างไหมว่าคุณตื่นเต้นแค่ไหนในตอนที่ได้รับงานนี้ คุณน่าจะตอบมันไม่ได้อีก เพราะคุณเริ่มพบว่าคุรกำลังตกอยู่ในสภาวะไร้ความสุขเมื่ออยู่ในที่ทำงาน แล้วอะไรที่ทำให้คุณไม่มีความสุข คุณเคยลองนั่งคิดบ้างหรือไม่ และการลาออกเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงหรือ  เมื่อคุณไม่ชอบงานของคุณมันง่ายก็แค่คุณลาออกและหางานใหม่ แต่ความรู้สึเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีกครั้ง เพราะที่แท้จริงแล้วสาเหตุไม่ได้มาจากงาน แต่มันอาจจะมาจากตัวคุณเอง และมันไม่เสมอไปที่คุณจะลาออกหนีจากงานเดิมแล้วจะสมหวังกับงานใหม่ทันที เราได้รวบรวมสาเหตุขอการทำลายความสุขของคุณอันดับต้น ๆ ที่ก่อให้เกิดความหวุดหงิดและเกลียดที่ทำงานและงานที่ทำ และเรายังรวมเอาโซรูชั่นเพื่อช่วยให้คุณได้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำให้ชีวิตการทำงานของคุณมีความสุขขึ้น สาเหตุและการรับมือ 1. คุณไม่ชอบเจ้านายของคุณ ปัญหาใหญ่มาก เพราะเจ้านายของคุณคือผู้กุมชะตากรรมของคุณไว้ และพวกเขาก็พร้อมจะขยี้คุณได้ทุกเวลาเมื่อคุณทำผิดพลาด ความไร้น้ำใจตรงนี้ที่ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด และเริ่มความเกลียดฟัง แต่อยากให้คุณคิดไว้ว่า บนโลกใบนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบสำหรับคนอื่น คุณก็เช่นกันคุณอาจจะทำอะไรไม่ถูกใจใครหลาย ๆ คนแต่คุณก็ยังคิดว่าคุณไม่ผิด ดังนั้นความอึดอัดใจกับข้อกำหนดการทำงานที่หัวหน้าคุณตั้งขึ้นคุณต้องเป็นคนปรับ และแสดงความรับผิดชอบอย่างดีที่สุด การแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ และตรงไปตรงมากับเจ้าหนายของคุณไม่ยาก แต่คุณต้องกล้ามากพอเพื่อที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณมีความสุขขึ้น  2. คุณรังเกียจเพื่อนร่วมงานของคุณ สิ่งนี้จะเป็นปัญหาใหญ่หากไม่ได้รับการแก้ไขทันที เพราะคุณจะทำงานกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าเจ้านายของคุณ คุณอาจจะแก้ไขเขาไม่ได้แต่คุณปรับตัวเองได้ด้วยวิธีต่อไปนี้  ปลี่ยนทัศนคติของคุณเกี่ยวกับมุมมองของพวกเขา ให้คุณคิดเสมอว่าสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติกับคุณเป็นปัญหาของพวกเขาถ้าพวกเขาจะเห็นแก่ตัว อย่าให้ความรู็สึกของคุณที่ไม่ชอบพวกเขามาทำให้เป็นปัญหาในตัวคุณเอง คุณอาจะไม่ชอบที่พวกเขาโกหกคุณบ่อยจนเกินไป ลองการโกหกของเขาบางทีเขาอาจจะทำให้คุณสบายใจก็ได้ ที่คนมักชอบเรียกกันว่า The white lies  หรือการโกหกสีขาว  การหลีกเลี่ยงพวกเขามันอาจจะเป็นไปได้ยาก คุณแค่หลีกเลี่ยงพวกเขาในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการขอย้ายโต๊ะทำงาน เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเขาอยู่ห่างจากคุณและไม่ทำให้คุณเครียดไปมากกว่านี้ […]